โดย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์อังคณา  เทียนกล่ำ  คณะเทคโนโลยีการเกษตร  (042) 743682  

    

การปลูกมะเขือเทศผลิตเมล็ดพันธุ์
  
    ชนิดของพืชนอกฤดูเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์
 
  การปลูกมะเขือเทศ
   การปลูกแตงโม
   การปลูกแตงแคนตาลูปพันธุ์    
   การปลูกพริกหวาน
   การปลูกมะเขือม่วงยาว 
   ชนิดของพืชเพื่อการบริโภคและจำหน่าย
   การปลูกมะเขือเทศ
   การปลูกข้าวโพดฝักอ่อน
   การปลูกข้าวโพดฝักสด
   การปลูกถั่วลิสง 
   การปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิส
   การปลูกแตงโม
   การทำนาปรัง
 

การปลูกเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศในประเทศไทย

                ในปัจจุบันการผลิตเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศพันธุ์ลูกผสมเพื่อการส่งออก  และพันธุ์ผสมปล่อยเพื่อใช้ภายในประเทศ  พื้นที่ส่งเสริมมักจะอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคเหนือตอนบนเป็นพื้นที่ที่มีน้ำตลอดปี  หรือมีการชลประทาน  นิยมผลิตหลังตุลาคมถึงธันวาคม  ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม  ทำการผสมเกสร  และเก็บเกี่ยวระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 

   0  =  เพาะกล้า

   #  =  ย้ายปลูก

    ผสมเกสร

   H =  เก็บเกี่ยว

 

ระยะเวลาการผลิตเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ

            โดยทั่วไปเอกชนส่งเสริมให้เกษตรปลูก  1 – 2  งาน  หรือ  1,000  ต้นต่อครอบครัว  เอกชนเป็นผู้ลงทุนวัสดุการเกษตร  และหักคืนภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นไปตามเป้าหมาย  มีการประกันราคาเมล็ดพันธุ์ดังนี้  เมล็ดพันธุ์ลูกผสมราคา  1,200 – 2,000  บาท  และมีความเป็นลูกผสม  (hybridity)  มากกว่า  98  เปอร์เซ็นต์  เมื่อเปอร์เซ็นต์ความงอกผ่านจะจ่ายเงินให้  ใน  และเมื่อตรวจสอบขั้นสุดท้ายผ่านเปอร์เซ็นต์ความเป็นลูกผสมจึงจ่ายผลตอบแทนที่เหลือผลผลิตเมล็ด  15 – 40  กิโลกรัมต่อไร่  ผลเฉลี่ย  20  กิโลกรัม  การลงทุนในค่าวัสดุและแรงงาน  20,000  -25,000  บาทต่อไร่  ได้ผลกำไร  10,000 -   20,000  บาทต่อไร่  ในปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศลูกผสมที่สำคัญของโลกและยังมีความต้องการของตลาดอีกมาก  ส่วนเมล็ดพันธุ์ผสมบ่อยนิยมผลิตพันธุ์สีดา  ราคารับซื้อ  300 – 500  บาท  ต่อกิโลกรัม  ไม่ยุ่งยากในการผสมเกสรและดูแลรักษาง่ายกว่า

          ในการปลูกมะเขือเทศเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ในเขตจังหวัดสกลนครส่วนใหญ่เกษตรกรเป็นสมาชิกลูกไร่ของบริษัทเอกชน  เช่น  บริษัทเพื่อนเกษตกร จำกัด บริษัทอดัมเซนเตอร์ไพรสเซส  จำกัด บริษัทไทยโกลเดนท์ จำกัด  บริษัทเซเมนิส จำกัด  เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีเอกชนรายย่อย   ที่เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรทำการปลูกมะเขือเทศ  โดยปลูกรายละ  1 – 2  งาน  หรือ  1,500 – 2,000  ตัน  ต่อครอบครัว

 เทคนิคการผลิตเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ
          1.  การเตรียมต้นกล้า

                      เกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศจะได้รับเมล็ดพันธุ์ต้นพ่อและต้นแม่จากทางบริษัท  โดยทางบริษัทจะมีรหัสสายพันธุ์ของมะเขือเทศของคู่ผสมไว้  เกษตรกรจะเป็นผู้ทำการเพาะกล้าเอง  แต่บางบริษัทจะเป็นผู้เพาะกล้าให้กับสมาชิก

                      การเพาะเมล็ดมี  แบบ

                      1.1  ในการเพาะเมล็ดจะเพาะในถาดเพาะเมล็ดโดยใช้วัสดุเพาะที่ผสมขึ้นจากดิน :  ปุ๋ยคอก  แกลบ  อัตราส่วน  1  :  หรือผสมดิน  ปุ๋ยคอกอัตราส่วน  นำเมล็ดหยอดลงไปในถาดเพาะหลุมละ  เมล็ด  ลึกประมาณ  เซนติเมตร  กลบเมล็ด  แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

                      1.2  การเพาะเมล็ดในถุงพลาสติก  ขนาด  6  x  10  เซนติเมตร  โดยใช้ดินผสมระหว่าง   ดิน  ปุ๋ยคอก  แกลบ  อัตราส่วน  :  1  หยอดเมล็ด  1 – 2  เมล็ดต่อถุงแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

                      การดูแลหลังการเพาะเมล็ด  หลังปลูกประมาณ  5 – 7  วันเมล็ดจะเริ่มงอกจะมีการรดปุ๋ยแต่งหน้า  ครั้ง  ในระยะ  และ  15  วัน  หลังปลูก  โดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร  46 – 0 – 0  อัตรา  100  กรัม  ต่อน้ำ  20  ลิตร  ละลายน้ำแล้วใช้บัวรดน้ำให้ชุ่มจากนั้นรดน้ำตาม

                      ในการเตรียมต้นกล้าที่จะใช้เป็นต้นพ่อและต้นแม่  จะใช้อัตราส่วนเท่ากับ  1:หรือ  : โดยจะเพาะต้นพ่อก่อนต้นแม่  7 – 15  วัน  ทั้งนี้เพื่อให้มีปริมาณละอองเกสรตัวผู้เพียงพอในระยะผสมเกสร  โดยทั่วไปนิยมเพาะกล้าแล้วย้ายปลูกเมื่อต้นกล้ามีอายุ  25 – 30  วัน  หรือมีใบจริง  4 – 5  ใบ  แปลงเพาะกล้าของต้นพ่อและต้นแม่จะปลูกห่างกันพอสมควร เพื่อป้องกันการผสมข้ามโดยแมลง

                 2.  การเตรียมพื้นที่ปลูก

            เกษตรกรจะทำการไถพรวนที่ดินก่อนทำการยกแปลง  ให้ใช้รถไถนาเดินตามก่อนการไถ  เกษตรกรจะปล่อยน้ำเข้าแปลงนาทิ้งไว้  สัปดาห์  เพื่อให้ดินอุ้มน้ำจากนั้นจึงทำการไถ่ดินและตากดินไว้เป็นเวลา  สัปดาห์  ทำการยกแปลงขนาด  80  เซนติเมตร  ระยะร่องแปลง  70  เซนติเมตร  จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นและใส่ปุ๋ยสูตร  15 – 15 -15  อัตรา  50-80   กิโลกรัมต่อไร่  และสารเคมีฆ่าแมลงดูดซึม  (ฟูราดาน รองพื้นไว้จากนั้นทำการขึ้นแปลง  และใช้ผ้าพลาสติกสีดำคลุมแปลงเพื่อควบคุมความชื้นของดินปลูก  เจาะผ้าพลาสติกเพื่อขุดหลุมปลูกแบบสับหว่าง  ระยะหว่างต้น  40 – 50  เซนติเมตร  พื้นที่  ไร่  ปลูกได้  4,000 – 4,500  ต้น

                 3.  การปลูก 

            นำต้นกล้าอายุ  25 – 30  วัน  ย้ายปลูกลงในหลุมที่เตรียมไว้  โดยปลูกลึกกว่าระดับคอดินเล็กน้อย  เพื่อให้ส่วนของลำต้นมีการแตกรากใหม่เพิ่มขึ้น  จากนั้นรดน้ำตามทันที

                 4.  การดูแลรักษา

                 4.1  การใช้น้ำ  ในช่วงของการย้ายต้นกล้าปลูกจะมีการให้น้ำมะเขือเทศโดยใช้บัวหรือสายยางรดน้ำวันละ  ครั้งในช่วงเช้า  เมื่อต้นกล้าแข็งแรงก็จะให้น้ำโดยการปล่อยน้ำเข้าร่องแปลง       3 - 4  วันต่อครั้ง  แหล่งน้ำที่ใช้ในการรดอาจได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ  หรือจากคลองชลประทานเขื่อนน้ำอูน

                       4.2  การใส่ปุ๋ย  เกษตรกรใส่ปุ๋ยสูตร  15 – 15 – 15  อัตรา  50  กิโลกรัมต่อไร่   โดยใช้ปุ๋ยแต่งหน้าครั้งที่  ในช่วงหลังย้ายปลูกลงแปลง  2 – 3  สัปดาห์  หรือระยะเริ่มออกดอก  ครั้งที่  หลังย้ายปลูก  40  วัน  หรือระยะติดผลเล็ก  และครั้งที่  หลังย้ายปลูก  60  วัน  หรือหลังเก็บเกี่ยวผลครั้งแรก  สูตรปุ๋ยที่ใช้  13 – 13  21  หรือ  15 – 15 -15  อัตรา  30 – 50  กิโลกรัมต่อไร่

                        4.3  การปักค้าง  มะเขือเทศต้นพ่อจะไม่ปักค้างเนื่องจากต้นพ่อจะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวละอองเกสรตัวผู้เท่านั้น  เมื่อผสมเกสรเสร็จสิ้นจะถอนต้นพ่อทันที  ส่วนต้นแม่ที่เป็นพันธุ์ขยายเก็บเกี่ยวจะต้องปักค้างโดยเริ่มปักค้างหลังย้ายปลูก  15  วัน  การปักค้างนิยมแบบสองเสา     และปักแบบเว้น  2 – 3  ต้น  ต่อไม้ค้าง  เพื่อประคองต้นไม่ให้ล้มลงกับดิน  และทำให้การผสมเกสรทำได้โดยสะดวก

                        4.4  การตัดแต่ง  การตัดแต่งทำให้การผสมเกสรทำได้สะดวกและทำให้ระยะเวลาในการผสมมะเขือเทศเสร็จในเวลาที่เหมาะสม

               การตัดแต่งเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศซึ่งเป็นพันธุ์เก็บเกี่ยวเร็วนิยมตัดแต่งไว้  กิ่ง  และผสม  ช่อต่อต้น  และผสม  4 – 5  ผลต่อกิ่งประมาณ  25-30  ผลต่อต้น โดยทำในตอนเช้า  และทำการฉีดพ่นสารเคมีกันโรคเชื้อรา   ส่วนกิ่งแขนงที่ไม่ต้องการใช้มือเด็ดทิ้ง

                        4.5  การฉีดสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช  สารเคมีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสารป้องกันกำจัดแมลง  เช่น  ไดเทนเอ็ม  เชพวิน  การฉีดพ่นยาว  7 – 15  วัน  ต่อครั้ง


 

แสดงการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันโรคโคนเน่าในแปลงมะเขือเทศ

            5.  การผสมเกสร  (Pollination) 

          เพื่อให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ที่จะทำให้เมล็ดมีคุณภาพดี  ตรงตามพันธุ์  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  ระยะเวลาการผสมเกสร   20-25  วัน  มีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการผสมเกสร  ขั้นตอน

                 5.1  การทำหมัน  (Emasculation)   การทำหมันดอกใช้เวลาค่อนข้างนาน   ใน  ของการผสมเกสรทั้งหมด  และเป็นงานต้องใช้ความละเอียดมากในการปฏิบัติงาน  การทำหมันดอกจะทำในช่อที่  หรือช่อที่  ขึ้นอยู่กับปริมาณเกสรตัวผู้ที่มี    การทำหมันดอกจะทำตลอดทั้งวัน    แต่เกษตรกรมักจะทำให้มันในตอนบ่ายหรือหลังการผสมเกสรตอนเช้า


 

การทำหมันดอกตัวเมียโดยการดึงเกสรตัวผู้ออกจากตัวเมีย

                    การเลือกดอกที่จะทำหมันโดยสังเกตจากสีของกลีบดอกเป็นสีเหลืองอ่อนและยัง       ไม่บาน  วิธีการตอนทำโดยกรีดอับเกสรตัวผู้ลงในแนวยาวด้วยปากคีบ  หลังจากนั้นดึงอับเกสรตัวผู้ออกจากดอก  คงกลีบดอกไว้  เพื่อใช้เป็นข้อสังเกตระยะที่เหมาะสมในการผสม  ระยะที่เหมาะสมในการผสมเกสรคือระยะที่กลีบดอกบานเต็มที่  (120-180  องศา)

                5.2  การเก็บละอองเกสรตัวผู้  (Pollen Collection)  เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทย  มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง  เกษตรกรจึงต้องเก็บละอองเกสรตัวผู้ล่วงหน้าก่อนทำการผสม  1 วัน  ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเช้า  8.00  -  10.00  แต่ในช่วงดังกล่าวเกษตรกรมีการผสมเกสรจึงทำให้ต้องเก็บละอองเกสรตัวผู้ในช่วงบ่าย  โดยเลือกเก็บดอกที่บานเต็มที่  สังเกตจากกลีบดอกบานไป  120 – 150  องศา  กลีบดอกสีเหลือง  แกะเอาเฉพาะอับละอองเกสรตัวผู้แล้วนำไปตากในร่มประมาณ  2 -3  ชั่วโมง  เมื่ออับละอองเกสรแห้งแล้วนำมาบรรจุซองกระดาษ  กลัวนำไปเก็บไว้ในภาชนะซึ่งใช้ชิลิกาเจลหรือปูนดิบสำหรับดูดความชื้นในอับละอองเกสร  เพื่อนำไปใช้ในวันต่อไป

                5.3  การผสมเกสร  (Pollination)  นำอับละอองเกสรตัวผู้ที่แห่งสนิทใส่ถ้วยพลาสติก  ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง  เซนติเมตรและห่อด้วยผ้าขาวบาง   จากนั้นนำไปเคาะบนถ้วยพลาสติกขนาดเดียวกัน  ละอองเกสรตัวผู้จะตกลงด้านล่าง  แล้วจึงบรรจุละอองเกสรตัวผู้ใส่ในหลอดพลาสติก  ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง  1.5  เซนติเมตร  ข้างหลอดจะมีแหวนเชื่อมข้างหลอดเพื่อเป็นที่สอดนิ้ว

                    การผสมเกสรระหว่าง  6.00  - 12.00  การผสมเกสรจะเลือกดอกที่ทำหมันและบานเต็มที่สังเกตกลีบดอกบาน  120 – 150  องศา  กลีบดอกสีเหลืองเข้ม  ใช้กรรไกรตัดกลีบเลี้ยง  2 -3  กลีบ  หรือคล้องด้วยยางวง  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ทราบว่า  ดอกผลนี้ได้รับการผสมเกสรด้วยมือ  จากนั้นแตะละอองเกสรตัวผู้บนยอดเกสรตัวเมีย  โดยเคาะให้ละอองเกสรตัวผู้ติดให้มาก  เพื่อช่วยให้ติดเมล็ดมาก  การผสม  4 – 5  ดอกต่อช่อ  และ  6-8  ช่อต่อต้น  ประมาณ  20-30  ผลต่อต้น  ช่วงเวลาในการผสมเกสร  20-25  วัน  อย่างต่อเนื่อง  ใช้แรงงานคน  7-8  คนต่อไร่

                   การสังเกตว่า  การผสมเกสรต่อผลจะสังเกตจากดอกจะต่อผลเล็ก  ๆ  บนฐานช่อดอก  ในหนึ่งช่อดอกจะไว้ผล  4-5  ผลต่อช่อ  ส่วนดอกอื่น  ๆ  ที่เกิดขึ้นภายหลังจะตัดทิ้ง  เพื่อให้อาหารเลี้ยงเฉพาะผลที่ต้องการ


 

แสดงการเตรียมเกสรตัวเมียในต้นแม่ แสดงการเก็บเกสรตัวผู้ (Pollen Collection)
 


 

แสดงวิธีการตากอับละอองเกสรตัวผู้ก่อนนำมาใช้ผสมเกสร

            6. การเก็บเกี่ยว  (Harvesting)

             หลังการผสมเกสร  40  วัน  มะเขือเทศมีสีผลเป็นสีแดงเข้ม   ก่อนเก็บเกี่ยวจะต้องสังเกตที่ขั้วผลว่ามีส่วนของกลีบเลี้ยงถูกตัด  2 -3  กลีบหรือไม่  หรือสังเกตจากยางวงที่คล้องช่อดอก  การเก็บเกี่ยวเฉพาะผลที่ได้รับการผสมเกสรด้วยมือเท่านั้นเก็บเกี่ยวทุก  3 – 5  วันต่อครั้ง  ระยะเวลาเก็บเกี่ยว  25-30  เพื่อให้สุกแก่เต็มที่ก่อนทำความสะอาดเมล็ด               

             7.  การทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์  (Seed  Cleaning)

             ผ่าผลตามขวางแล้วใช้ช้อนตักเอาส่วนของเมล็ดออกมา  หมักเมล็ดในถังพลาสติก  12-24  ชั่วโมง  โดยบรรจุเมล็ดประมาณ  3/4   ของถัง  เพื่อให้มีช่องว่างในถังขณะที่หมักจะเกิดแกสและมีปริมาตรเพิ่มขึ้น  ทำการแยกเมล็ดลีบ  และเมล็ดสมบูรณ์ออกจากกัน  วิธีการสังเกตคือ  เมล็ดสมบูรณ์จะจมอยู่ก้นถัง  ส่วนเนื้อและเมล็ดลีบจะลอยสามารถเอาส่วนที่ไม่ต้องการออกได้  จากนั้นทำการล้างเมล็ดจนสะอาดแล้วนำไปตากแดด  2-3  แดดจนเมล็ดแห้ง  การตากเมล็ดจะตากบนตะแกงไนลอนที่ยกให้สูงจากพื้นดินประมาณ  เมตร  เพื่อให้ลมพัดผ่านทั้งด้านล่างและบน  เมล็ดจะแห้งได้พร้อมกันในระหว่างตากเมล็ด  จะทำการเกลี่ยเมล็ดทุก  2 – 3  ชั่วโมง     หลังตากแดดแล้วจะนำเมล็ดไปผึ่งในร่ม  2 – 3  วัน  จนเมล็ดแห้งแล้วนำบรรจุในถุงผ้าดินเพื่อรอการจำหน่ายต่อไป  ปริมาณ  ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ได้  15-40  กิโลกรัมต่อไร่

              8.  การจำหน่าย 

             เกษตรกรจะนำหน่ายให้กับบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกของบริษัทนั้นในราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้า  ราคารับซื้อเมล็ดพันธุ์  1,200 – 2,000  บาท  ต่อกิโลกรัม  โดยปกติบริษัทเอกชนจะจ่ายเงินให้เกษตรกรครึ่งหนึ่งของวงเงินค่าเมล็ดพันธุ์ที่ส่งให้  หลังจากนั้นบริษัทจะทำการตรวจสอบคุณภาพของเมล็ด  หากเมล็ดพันธุ์ผ่านคุณภาพที่ต้องการ  เช่น  เปอร์เซนต์ความงอกมากกว่า  90  เปอร์เซ็นต์  และมีสิ่งเจือปนไม่เกิน  2 – 3  เปอร์เซ็นต์  จึงจะจ่ายเงินส่วนที่เหลือ

                 เกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกมะเขือเทศผลิตเมล็ดพันธุ์รายละ 20,000 - 80,000  บาท  ขึ้นอยู่กับจำนวนต้นและพื้นที่เพาะปลูก  นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับสายพันธุ์คู่ผสมระหว่างต้นพ่อและต้นแม่  บางคู่ผสมการติดเมล็ดพันธุ์ไม่มากจึงทำให้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ต่ำ และมีข้อสังเกตคือ  หากสายพันธุ์ใดที่มีการตกลงราคาล่วงหน้าไว้ค่อนข้างสูง  คู่ผสมพันธุ์นั้นมักจะติดเมล็ดไม่มาก

 ศัตรูของมะเขือเทศ

          เกษตรกรผู้ปลูก จะประสบปัญหาในเรื่องศัตรูพืชของมะเขือเทศ ดังนี้

          1.  โรคเหี่ยว  (Fusarium witt)

                 สาเหตุ  เกิดจากเชื้อรา  Fusarium  oxysporium  Schlech  ex  Fr.

                 ลักษณะอาการ  มะเขือเทศแสดงอาการต้นเหี่ยวทั้งต้นในวันที่มีอากาศร้อนจัด  และกลับพื้นขึ้นมาในเวลากลางคืนส  แสดงอาการ  2-3  วัน  แล้วเหี่ยวตากอย่างถาวร  โดยไม่แสดงอาการใบเหลืองในตอนล่าง  ๆ  แวะพบอาการรากเน่า  เมื่อตัดบริเวณลำต้นตามแนวขวางมาแช่น้ำดู  จะเห็นของเหลวสีขาวขุ่นไหลออกตามรอยตัด

                   การป้องกันกำจัด  เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่มีการระบาดของโรคนี้  หากพบต้นเป็นโรคนี้ให้เผาทำลายทิ้ง  และระมัดระวังไม่ให้เกิดแผลบริเวณโคนต้นและราก

             2.  โรคใบไหม้  (Late  blight)

               สาเหตุ  เกิดจากแบคทีเรีย  Phytopthora  infestans

                   ลักษณะอาการ  การระบาดของโรคนี้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ  และมีความชื้นสัมพันธ์ในอากาศมี  อาการของโรคในระยะแรกมีลักษณะใบเหมือนถูกน้ำร้อนลวก  ฉ่ำน้ำ  เมื่อพลิกดูใต้ใบจะพบผงสปอร์สีขาว  เมื่อแสดงอาการมากใบจะแห้งกรอบและสามารถแสดงอาการของโรคนี้ได้ทุกส่วนของมะเขือเทศ

                     การป้องกันกำจัด  ป้องกัน  ก่อนการระบาดของโรคโดยใช้สารเคมีกลุ่มทองแดงสลับสารดูดซึม  พ่นสารเคมีทุกสัปดาห์   หากพบต้นที่เป็นโรคให้ทำลายทันที

            3.  โรคขาดแคลเซียม  (Blossum-endrot)

    สาแหตุ   เกิดจากการขาดแคลเซียม

    ลักษณะอาการ  บริเวณใต้ผลจะมีสีดำ  ขาดต้นขาดแคลเซียมมากผลนั้นจะไม่ติดเมล็ด

    การป้องกัน  โดยหว่านปูนขาวในระยะการเตรียมแปลงโดยใส่ปูนขาวอัตรา  100-200  กิโลกรัมต่อไร่  และเมื่อพบอาการให้ฉีดพ่นแคลเซียมคลอไรด์  (CaCl2)   อัตรา  10-20  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร

4.  แมลงหวี่ขาว  เป็นพาหะนำโรคไวรัส  มักพบการระบาดในสภาพอากาศร้อนต้องฉีดสารเคมีป้องกันก่อนการระบาด

5.  หนอนเจาะผล    มักพบการระบาดในระยะผลแก่  โดยตัวแก่จะวางไข่ในระยะออกดอก  พอมะเขือเทศที่ถูกหนอนทำลายจะแก่เร็วและร่วง  จึงต้องฉีดพ่นสารเคมีก่อนการระบาด

   
การใช้ต้นมะเขือเป็นต้นตอให้กับต้อมะเขือเทศป้องกันโรคโคนเน่า โรคราน้ำค้างที่เกิดในต้นมะเขือเทศ